2009/Sep/26

ค่า K ของสปริงรถยนต์คืออะไร
ขอบคุณที่มา : http://manager.co.th | 7 ก.ย. 2549 เวลา : 19:03:09 น.

http://www.thaibuycar.com/content/upload/349//1.jpg

ค่า k ของสปริงรถยนต์คือค่าความแข็งของ ขดสปริงรถยนต์หรือคอลย์สปริง ที่ใช้ในระบบรองรับน้ำหนักรถยนต์
       
       สำหรับผู้ผลิตรถยนต์ เมื่อทำการออกแบบระบบรองรับน้ำหนักรถยนต์ วิศวกรจะต้องกำหนดค่า k ของคอลย์สปริงให้เหมาะสมกับการใช้งานและน้ำหนักของรถยนต์ เพื่อให้ได้สมรรถนะการขับขี่และยึดเกาะถนนที่ดี รวมถึงการทรงตัว และความนุ่มนวลในการขับขี่ โดยสอดคล้องกับการใช้งานจริง
       
       รถยนต์ในแต่ละยี่ห้อจะมีค่า k ที่แตกต่างกันออกไป ถึงแม้ในรถบางรุ่นที่ใช้ตัวถังเดียวกัน แต่ต้องดูว่ามีอะไรแตกต่างกันบ้าง เช่น ขนาดของเครื่องยนต์ ตำแหน่งการจัดวางเครื่อง การออกแบบระบบขับเคลื่อน ระบบกันสะเทือน น้ำหนักรถยนต์รวมทั้งความสามารถในการรับน้ำหนักบรรทุกขณะใช้งาน

http://www.thaibuycar.com/content/upload/349//2.jpg

ค่า k ของสปริงแข็ง เหมาะสำหรับรถยนต์ที่ใช้ความเร็วสูง จะช่วยให้ยึดเกาะถนนทรงตัวดี แต่หากใช้กับการใช้งานทั่วไปที่ความเร็วต่ำจะขาดความนุ่มนวลไปบ้าง แต่ก็ขึ้นกับปัจจัยอื่นประกอบ
       
       ค่า k ของสปริงอ่อน เหมาะสำหรับรถยนต์ที่ใช้งานในความเร็วต่ำๆ ซึ่งจะให้ความนุ่มนวลในการขับขี่ แต่เมื่อใช้ความเร็วสูงๆ จะทำใหรถมีอาการโยนตัวหรือโคลงได้
       
       ปัจจุบันจะเห็นได้ว่า หลายคนเมื่อซื้อรถยนต์ใหม่ก็อยากที่จะไปตกแต่งระบบกันสะเทือนใหม่ โดยใช้วิธีเปลี่ยนล้อ เพิ่มขนาดล้อ ดัดแปลงคอลย์สปริงด้วยการตัดหรือเปลี่ยนใหม่ แม้กระทั่งยกชุดเปลี่ยนโช้คอัพใหม่ทั้ง 4 ตัว ตามร้านประดับยนต์ทั่วไป
       
       ดังนั้น หากผู้ใช้รถมีความประสงค์ที่จะดัดแปลงระบบช่วงล่างให้แตกต่างจากโรงงานกำหนด ควรคำนึงถึงค่า k ว่าเหมาะสมกับการใช้งานจริงหรือไม่ หรือสอบถามผู้ที่ชำนาญก่อนตัดสินใจ

-- -- - - - -- - -- - - - -- - -
เพิ่มเติมเองอีกนิดนะครับ  ตามที่ได้ข้อมูลมาจากหนังสืออีกเล่ม(นิตยสาร FMM  NO:11 JUNE 2007)   เดี๋ยวจาพิมพ์ให้อ่านกัน  Grin
ไอ้ตัวค่า K ที่พูดกันมันก็คือ  Sping Rate ซึ่งค่านี้จะมีผลกับความนุ่มนวลของช่วงล่างโดยตรง  

Sping rate (k) คือค่าความแข็ง-อ่อนคงที่ของสปริงที่จะยุบตัวเป็นสัดส่วนตามน้ำหนักที่กดทับ  โดยทั่วไปของญี่ปุ่น จะใช้หน่วยเป็น Kg/mm.  กิโลกรัม/มม.
ซึ่งบ้านเราจะคุ้นเคยกับหน่วย Kg/mm. มากกว่า   แต่ก็มีบ้างที่ใช้หน่วยเป็น N/mm. และ lbf/in... 
โดย 1Kg/mm. จะเท่ากับ 56 lbs/in และ 9.86 N/mm. นั่งเอง

ยกตัวอย่าง
คอยล์สปริงของรถรุ่นเดียวกัน แต่ค่า k ต่างกัน คือ  

ตัวแรกอยู่ที่ 8Kg/mm.
ตัวที่สองอยู่ที่ 12 Kg/mm. 

เท่ากับว่า สปริงตัวแรกจะยุดตัวลง 1มม. เมื่อมีน้ำหนัก ขนาด 8 กก. มากดทับ  ในขณะที่ตัวที่สอง ต้องใช้น้ำหนักถึง 12 กก. สปริงจึงจะยุบตัวลง 1 มม.

ซึ่งนั่นเท่ากับว่าสปริงตัวที่ 2 แข็งกว่าสปริงตัวแรกนั่นเอง  


มีข้อวิเคราะห์คร่าวๆ ได้ด้วยตาเปล่าครับ

1.ความโตของสปริง ที่ยิ่งข้อใหญ่ก็จะยิ่งแข็งนั่นเอง
2.เส้นผ่าศูนย์กลางของคอยล์สปริง หากได้โดยเอาเส้นผ่าศูนย์กลางด้านนอกของคอยล์สปริง "ลบ" ด้วยความโตของเส้นสปริง (หน่วยเป็น มม.)  ก็จะได้ตัวเลขของ
เส้นผ่านศูนย์กลางของคอยล์สปริงนั่นเอง  ซึ่งถ้าตัวเลขของเส้นผ่านศูนย์กลางยิ่งมาก (วงกว้างขึ้น) ค่า k ก็จะยิ่งลดลง
3.จำนวน และรูปแบบของขดสปริง   สปริงที่มีจำนวนขดน้อยกว่า จะมีค่าความแข็งสูงกว่า  แต่ก็ยังมีตัวแปรในส่วนของรูปแบบของขดสปริงเกี่ยวข้องอีก  โดยสามารถแบ่งได้เป็น 3 แบบ
   3.1 Linear spring ก็คือ สปริงที่มีระยะห่างระหว่างขดเท่ากันโดนตลอดทั้งชิ้น  สมมติว่าสปริงแต่ละขดห่างกัน 15 มม. มันก็จะห่างเท่ากันยังงั้นตลอดทั้งเส้น  ซึ่งค่า k ของสปริงแบบนี้จะเป็นค่าเดียว
   3.2 step spring สปริงแบบนี้จะมีระยะห่างแต่ละขด แบ่งออกเป็น 2 ระยะคือ  มีทั้งขดถี่และห่าง ในวงเดียวกัน  เช่น 15 กับ 30 มม. เท่ากับว่ามีค่า k 2 ระดับในคอยล์สปริงขดเดียว  คือ  เมื่อมีน้ำหนักมากดทับที่ตัวสปริง ขอที่ถี่จะยุบตัวก่อน(ค่า k น้อย)   จนเมื่อน้ำหนักมากขึ้น ขดสปริงที่ห่าง (ค่า k สูงกว่า) ก็จะเข้ามารับผิดชอบต่อ  เป็นการผสานซึ่งความลงตัวของความนุ่มนวลในขณะคลานและมั่นคงในการขับขี่ยามกระหน่ำคันเร่งหนักๆ  ได้อย่างดี
   3.3  Progressive Sping  แบบนี้จะมีระยะห่างระหว่างขดไม่เท่ากันเลย คือ จะชิด แล้วค่อยๆเพิ่มระยะความห่างไปเรื่อยๆ  ค่า k ของสปริงแต่ละขดก็จะไม่เท่ากันด้วย  เท่ากับว่าสปริงแบบ Progressive  จะนำเสนอตั้งแต่แรงกดน้อยๆ  แล้วค่อยๆ เพิ่มอย่างต่อเนื่องไปจนถึงค่า k สูงสุดเลยทีเดียว

    จาสรุปแล้วนะครับ  เพราะเมื่อยละ หุหุไม่ได้พิมพ์งานนานละ    

การเลือกใช้สปริงแต่งที่ตรงกับรูปแบบการใช้งานนั้น  นอกจากจะทำให้เกิดตัวรถเตี้ยลงแบบพอดีๆ แล้ว  (ใช้งานไม่ลำบาก) ยังช่วยให้การทรงตัวของรถดีขึ้น  ควบคุมได้ง่าย และนิ่งกว่า  แต่ก็ต้องยอมรับกับความแข็ง และความหนืดที่เพิ่มขึ้นมา  เนื่องจากระยะการทำงานของตัวช็อค และสปริงน้อยลง  ค่าความแข็งของสปริงก็ต้องเพิ่มขึ้นเพื่อกันไม่ให้ล้อ  และซุ้มล้อมาชนกัน  เพราะฉะนั้นจะให้นุ่มสบายเหมือนของเดิมติดรถคงจะไม่ได้.. อยู่ที่คุณแล้วหล่ะว่าจะเลือกแบบ ...นุ่มนวล หรือ  นิ่งหนึบ

2008/Sep/15

ชิตสึ ศาสตร์การนวดเพื่อหน้าใส

บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) จำกัด จัดกิจกรรมเวิร์กช็อปเพื่อแนะนำเทคนิคการออกกำลังกายด้วยการกดจุดบนใบหน้าและร่างกายวิธีง่ายๆ ด้วยตัวเอง พร้อมเปิดตัวศูนย์บริการทรีตเมนต์ใบหน้าแบบครบวงจร นู สกิน โปรเฟสชั่นนัล บิวตี้ เซ็นเตอร์ ที่ให้บริการดูแลผิวหน้าอย่างมืออาชีพ พร้อมให้คำปรึกษาและแนะนำผลิตภัณฑ์บำรุงผิวพรรณ เพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคล

ดร.เฮเลน แน็กส์ รองประธานฝ่ายวิจัยและพัฒนากลุ่มผลิตภัณฑ์นูสกินฯ กล่าวว่า การออกกำลังกายโดยการกดจุดนี้เป็นศาสตร์การนวดแบบดั้งเดิมที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศญี่ปุ่น เรียกว่า ชิตสึ (Shiatsu) ซึ่งมีความหมายว่าการกดจุดด้วยนิ้ว การนวดชิตสึนั้นยังได้นำหลักการแพทย์แผนจีนมาผสมผสานด้วย เพื่อปรับสมดุลการไหลเวียนของลมปราณในร่างกาย ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์อธิบายได้ว่าการนวดกดจุดจะเป็นการกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต เพราะขณะที่ทำการนวดนั้นร่างกายจะหลั่งสารเอ็นโดรฟีนออกมามากกว่าปกติ ช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายและลดความตึงเครียด นอกจากนั้นการนวดกดจุดชิตสึยังสามารถชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัยอันควรและยังเป็นการยกกระชับกล้ามเนื้อในส่วนต่างๆ ของร่างกายได้อีกด้วย

ผู้เชี่ยวชาญด้านการกดจุดชิตสึ แนนซี่ แทม กล่าวว่า ลักษณะการนวดชิตสึคือการกดและปล่อยเป็นระยะๆ โดยใช้นิ้วมือและอุ้งมือกดตามจุดต่างๆ ในร่างกายด้วยน้ำหนักที่เท่าๆ กัน วิธีการนวดกดจุดนี้จะใช้นิ้วกลางกดไล่ไปตามจุดที่อยู่บริเวณผิวหน้าและร่างกาย โดยกดลงไปเบาๆ บริเวณจุด 2 วินาทีแล้วค่อยๆ ปล่อย จากนั้นทำซ้ำอีกหนึ่งครั้ง กดแล้วปล่อย ทำจนครบทุกจุด ดังต่อไปนี้

1.กลางหน้าผาก 1 จุด

2.เหนือริมฝีปากตรงกลาง 1 จุด จากนั้นไล่มาทั้งด้านซ้าย 1 จุดและขวาอีก 1 จุด

3.บริเวณโหนกแก้มทั้ง 2 ข้าง

4.ร่องปากทั้ง 2 ข้าง

5.ใต้ริมฝีปากล่าง 1 จุด

6.บริเวณหัวตาทั้ง 2 ข้าง

7.บริเวณหัวคิ้วทั้ง 2 ข้าง และลากตามแนวจากหัวคิ้วทั้ง 2 ข้างขึ้นไปบริเวณหน้าผาก จากนั้นจึงลากลงมาที่หางคิ้ว

8.บริเวณขมับทั้ง 2 ข้าง

9.บริเวณหางตาทั้ง 2 ข้าง

10.บริเวณถุงใต้ตาทั้ง 2 ข้าง

11.บริเวณเบ้าตาล่างทั้ง 2 ข้าง

12.บริเวณกระพุ้งแก้มทั้ง 2 ข้าง

13.บริเวณเหนือหัวคิ้วทั้ง 2 ข้าง

14.บริเวณกลางเหนือคิ้วทั้ง 2 ข้าง

สำหรับบนผิวหน้าของทุกคนจะมีจุดชิตสึทั้งหมด 29 จุด วิธีการนวดนั้นควรนวดเป็นประจำสัปดาห์ละ 2-3 ครั้งจะช่วยให้ระบบการไหลเวียนของเลือดในระยะยาวสร้างสมดุลให้กับร่างกาย ช่วยลดความตึงเครียดและความกระวนกระวายใจ รวมถึงปลดปล่อยสารพิษที่สะสมอยู่ในร่างกายและสามารถชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัยอันควรได้ ส่วนบริเวณลำตัวก็มีจุดชิตสึเช่นกัน การนวดบริเวณลำตัวจะไปกระตุ้นระบบการทำงาน และการไหลเวียนของเลือดและต่อมน้ำเหลือง รวมทั้งการทำงานของระบบภายในร่างกาย โดยการนวดนั้นจะใช้วิธีการนวดแบบเดียวกับการนวดบนใบหน้า โดยนวดไล่ไปตั้งแต่

1.แนวใต้รักแร้ 6 จุด

2.บริเวณต้นคอไล่ลงมาถึงบ่า 8 จุด เพื่อกระชับหน้าอก

3.บริเวณหน้าอก 4 จุด ให้เปลี่ยนมาใช้ข้อนิ้วมือค่อยๆ กดลงไปแบบกดปล่อยๆ เหมือนเดิม

4.บริเวณแนวกระดูกสันหลัง เริ่มตั้งแต่ท้ายทอยไล่ลงไป จะช่วยชะลอความหย่อนคล้อยของผิวหน้า และบรรเทาอาการปวดหลัง

5.บริเวณท้องแขน เพื่อยกกระชับผิวกายในบริเวณนั้น

6.บริเวณหน้าท้องรอบสะดือ 8 จุด โดยใช้สะดือเป็นศูนย์กลาง กดจุดวนตามเข็มนาฬิกา เพื่อช่วยกระตุ้นระบบขับถ่ายและกระชับหน้าท้อง

7.บริเวณสะโพกด้านหลังจนถึงบริเวณข้อพับเข่า ช่วยกระตุ้นการทำงานของต่อมน้ำเหลือง

8.บริเวณด้านหลังข้อเท้า 3 จุด

9.บริเวณแนวฝ่าเท้า 4 จุด เพื่อปรับสมดุลให้กับระบบอวัยวะภายใน

นอกจากจะได้รับความรู้เกี่ยวกับการกดที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ด้วยตนเองแล้ว แนนซี่ แทม ยังให้เราสังเกตสภาพผิวหน้า หากเกิดสิวขึ้นบ่อยครั้งในบริเวณที่ใดซ้ำแล้วซ้ำเล่า อาจจะเป็นการบ่งบอกถึงการทำงานที่ผิดปกติของระบบอวัยวะภายในต่างๆ ของร่างกาย อาทิ

หน้าผาก : ถ้าไม่เกิดจากผลิตภัณฑ์แต่งผม ก็เป็นเพราะการทำงานของลำไส้เล็กผิดปกติ หรืออาจจะเกิดแผลในลำไส้เล็ก

แนวขมับ : ปัญหาจากถุงน้ำดี การกระจายไขมันในร่างกายหรือระบบย่อยอาหาร

เหนือคิ้วและร่องปาก : เกิดจากการทำงานของระบบหัวใจผิดปกติ

ระหว่างคิ้ว : การทำงานของตับ ซึ่งอาจจะได้รับสารพิษสะสม

บริเวณใต้ตา : การทำงานของไต หากเกิดรอยผิวคล้ำใต้ดวงตาอาจเกิดจากการบวมน้ำ และระบบการขับถ่ายของเสีย

โหนกแก้ม : กระเพาะอาหารอักเสบหรือเป็นโรคกระเพาะ

กระพุ้งแก้ม : ปอดอาจได้รับสารพิษหรือมลภาวะในปริมาณมาก

ร่องแก้ม : การทำงานของลำไส้ใหญ่อาจจะเกิดอาการท้องผูก

คาง : เกี่ยวกับการทำงานของระบบฮอร์โมน

ผู้ที่ชื่นชอบการนวดกดจุดและผู้รักสุขภาพท่านใดสนใจ รับคำปรึกษาอย่างละเอียดจากที่ปรึกษาด้านความงามส่วนบุคคลได้ที่ศูนย์บริการทรีตเมนต์ นู สกิน บิวตี้ โปรเฟสชั่นแนล เซ็นเตอร์ และนัดหมายเวลาการเข้ารับบริการล่วงหน้าได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0-2791-8500 ต่อ 8547 เปิดบริการวันจันทร์-เสาร์ เวลา 13.00-20.00 น.

หน้า 31

 





ข้อมูลจาก ข่าวสด

2008/Aug/30

Basketball Weight Training Principles

Weight train 2-3 times per week on non-consecutive days.

Perform each repetition with proper technique.

Rest one minute between each set.

Attempt to increase the resistance performed every workout.

Keep a workout card to monitor progress and to make workouts more meaningful.

Train explosively and maintain a high level of intensity in the weight room.

Players should be in and out of the weight room within sixty minutes.

3-Day Total Body Basketball Strength Training Workout Program

Mon-Wed-Fri or Tue-Thu-Sat

Monday and Friday Basketball Strength Training Exercises

Abs workout - Twisting Sit-up, Hanging Leg Raise.

Bench Press (10-8-6-4) - Shoulders, chest, triceps.

Lat Pull Down (3 x 10) - Latissimus dorsi, biceps, and brachioradialis.

Bicep Curls (3 x 10) - Biceps, and forearms.

Bar Dips (3 x max) - Chest, shoulders, and arms.

Squats/ Leg Press (12-10-8-6) - Hips, hamstrings, quadriceps, groin, and lower back.

Hang Cleans (10-8-6) - legs, hips, lower back, upper back, and shoulders.

Calf Raises (3 x 30) - Ankles, and calves.

Wrist Curls (3 x 25) - Forearm flexors.

Wednesday Basketball Strength Training Exercises

Abs workout - Legs-in-the-Air Sit-Ups, Bench Crunch, Side Sit-ups.

Incline Bench Press (10-8-6) - Shoulders, chest, triceps, and upper back.

Seated Lat Row (3 x 10) - Latissimus dorsi, biceps, and brachioradialis.

Lateral DB Raises (10-8-6) - Deltoid and trapezius.

Tricep Press Downs (3 x 10) - Triceps.

Dumbbell Curls (3 x 10) - Biceps, and forearms.

Squats/ Leg Press (12-10-8-6) - Hips, hamstrings, quadriceps, groin, and lower back.

High Pull (10-8-6) - Legs, hips, lower back, upper back, and shoulders.

Calve Raises (3 x 30) - Ankles and calves.